
ภาพประกอบการโฆษณาเท่านั้น
ปัญหาอาการบวมหลังการศัลยกรรมถือเป็นเรื่องปกติที่คนไข้ทุกคนต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นแผลยกคิ้ว การแก้ไขหนังตาตก และการแก้ไขหน้าหย่อนคล้อย ซึ่งมักจะเป็นความกังวลใจอันดับต้นๆ ของทุกคน แต่ความจริงแล้ว อาการบวมเป็นกลไกการซ่อมแซมตัวเองของร่างกายค่ะ วันนี้หมอจึงจะมาแนะนำแบบเจาะลึก รวมทุกเคล็ดลับ ทั้งเรื่องยาลดบวมที่จำเป็นวิธีลดอาการบวมหลังผ่าตัดที่ถูกต้อง ไปจนถึงอาหารที่ช่วยลดบวมหลังศัลยกรรม ให้แผลสมานตัวและยุบบวมได้ไวยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกคนกลับไปสวยเป๊ะได้อย่างมั่นใจค่ะ
อาการบวมหลังศัลยกรรม เกิดจากอะไร
อาการบวมหลังผ่าตัด (Post-operative edema) คือปฏิกิริยาปกติของร่างกาย เมื่อเนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บ ร่างกายจะตอบสนองโดยการส่งของเหลวและเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมไปยังบริเวณนั้น ทำให้เกิดการอักเสบ (Inflammation) ซึ่งแสดงออกมาเป็นอาการ บวม แดง และอาจรู้สึกอุ่นๆ บริเวณแผล โดยปกติ อาการบวมจะชัดเจนที่สุดในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรก (2-3 วันแรก) หลังจากนั้นร่างกายจะค่อยๆ ดูดซึมของเหลวกลับ และอาการบวมจะค่อยๆ ยุบลงตามลำดับในสัปดาห์ถัดๆ ไป
ยาลดบวมหลังศัลยกรรม ที่แพทย์แนะนำมีอะไรบ้าง
เพื่อช่วยบรรเทาอาการบวมและปวดหลังผ่าตัด แพทย์มักจะจ่ายยาในกลุ่มต่างๆ ให้ ซึ่งยาลดบวมหลังศัลยกรรมที่ใช้กันโดยทั่วไป จะเน้นไปที่การลดการอักเสบเป็นหลัก ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อค่ะ โดยกลุ่มยาที่พบบ่อย มีดังนี้
กลุ่มยาแก้อักเสบ ลดบวม แผลผ่าตัด (NSAIDs)
ยาในกลุ่มนี้ (Non-steroidal anti-inflammatory drugs) ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งสารในร่างกายที่ก่อให้เกิดการอักเสบและอาการปวด ตัวอย่างยาที่รู้จักกันดี เช่น Ibuprofen หรือ Diclofenac ถือเป็นยาแก้อักเสบ ลดบวม แผลผ่าตัด ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดทั้งอาการปวดและบวมได้ดี แต่มีข้อควรระวังคืออาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร จึงจำเป็นต้องรับประทานหลังอาหารทันที และดื่มน้ำตามมากๆ เสมอ
ยาลดบวมกลุ่มเอนไซม์
เป็นยาอีกกลุ่มที่มักใช้เสริมเข้ามาเพื่อช่วยลดบวมโดยเฉพาะ เช่น เอนไซม์จากสับปะรด (Bromelain) หรือยาชื่อการค้าอย่าง Reparil (ที่มีสารสกัดจากเมล็ดเกาลัดม้า หรือ Aescin) และ Danzen (Serrapeptase) ยาเหล่านี้เชื่อว่ามีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ ลดอาการบวมเฉพาะที่ และช่วยให้เลือดที่คั่งค้างหรือรอยช้ำสลายตัวได้เร็วขึ้น
ยาสมุนไพรลดบวม
ในปัจจุบันมีสมุนไพรสกัดหลายชนิดที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการช่วยลดบวม ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีคือ “ใบบัวบกสกัด” ซึ่งมีสารสำคัญคือ Triterpenoids ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สมานแผล และลดการอักเสบ หรือ “Arnica” (อาร์นิกา) ซึ่งเป็นพืชที่นิยมใช้ในแถบตะวันตก เชื่อว่าช่วยลดอาการบวมและรอยฟกช้ำหลังผ่าตัดได้ดี
ข้อควรระวัง ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อมาใช้เอง
หลายคนเข้าใจผิดว่ายาแก้อักเสบคือยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics) แต่ความจริงไม่ใช่ค่ะ ยาฆ่าเชื้อมีไว้เพื่อฆ่าแบคทีเรีย ป้องกันแผลติดเชื้อเท่านั้น ไม่ได้มีฤทธิ์ลดบวมโดยตรง การซื้อยาฆ่าเชื้อมากินเองโดยไม่จำเป็น หรือไม่ครบโดส อาจทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคตได้ ควรใช้ยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น หากแผลไม่มีสัญญาณการติดเชื้อ ก็ไม่จำเป็นต้องทานค่ะ
5 วิธีลดบวมหลังผ่าตัด ที่เห็นผลจริง (นอกจากการใช้ยา)

ภาพประกอบการโฆษณาเท่านั้น
นอกจากการใช้ยาแล้ว การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องถือเป็นหัวใจสำคัญของวิธีลดบวมหลังผ่าตัดเลยทีเดียวค่ะ นี่คือ 5 วิธีลดบวม พื้นฐานที่หมอแนะนำให้คนไข้ทำควบคู่กันไป จะช่วยให้ผลลัพธ์ดียิ่งขึ้นอย่างชัดเจน
1. การประคบเย็น
ในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด (2-3 วันแรก) ความเย็นจะช่วยให้เส้นเลือดบริเวณแผลหดตัว (Vasoconstriction) ทำให้เลือดไหลเวียนมายังบริเวณแผลน้อยลง จึงช่วยลดอาการบวม ลดการซึมของของเหลว และช่วยระงับความปวดได้ดี ควรใช้เจลเย็น (Cold Pack) หรือน้ำแข็งห่อผ้าสะอาด ประคบเบาๆ บริเวณรอบๆ แผล (ไม่ใช่บนแผลโดยตรง) ครั้งละ 15-20 นาที สลับกับพัก 30-60 นาที ทำบ่อยๆ เท่าที่ทำได้
2. การนอน (ยกศีรษะสูง)
นี่คือวิธีลดบวมที่ง่ายและสำคัญมาก โดยเฉพาะในการศัลยกรรมบริเวณใบหน้า เช่น ทำจมูก หรือ ทำตา การนอนหมอนสูง (ใช้หมอน 2-3 ใบหนุนรอง) หรือนอนบนโซฟาแบบปรับเอน ให้ศีรษะอยู่สูงกว่าระดับหัวใจ จะช่วยให้อาศัยแรงโน้มถ่วง (Gravity) ในการระบายของเหลวและเลือดออกจากใบหน้าได้ดีขึ้น ป้องกันไม่ให้ของเหลวคั่งค้างบริเวณแผลในตอนที่เราหลับ
3. การเคลื่อนไหวร่างกายเบาๆ
การนอนนิ่งๆ ตลอดเวลาอาจทำให้การไหลเวียนโลหิตไม่ดีและเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ หมอแนะนำให้ลุกเดินช้าๆ เบาๆ ภายในบ้าน เพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงาน แต่ต้องระมัดระวังสูงสุด ไม่ให้กระทบกระเทือนบริเวณแผลผ่าตัด และห้ามออกกำลังกายหนัก หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงเยอะเด็ดขาดจนกว่าแพทย์จะอนุญาต
4. งดกิจกรรมที่ส่งผลกระทบ
ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมใดๆ ก็ตามที่อาจทำให้เกิดแรงดันในร่างกายหรือกระทบกระเทือนแผล เช่น การก้มหน้าต่ำ (เช่น ก้มเก็บของ, ก้มสระผมเอง) การไอหรือจามแรงๆ (พยายามเลี่ยงสิ่งกระตุ้น) การเบ่งถ่ายอุจจาระ และการยกของหนัก เพราะพฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้แผลปริ มีเลือดออกซ้ำ หรือบวมมากขึ้นได้
การดูแลแผลผ่าตัดให้ยุบไว ป้องกันแผลติดเชื้อ
อาการบวมจะยุบช้าหรือเร็ว ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการดูแลแผลผ่าตัดโดยตรงค่ะ หากแผลสะอาด สมานตัวได้ดี อาการบวมก็จะลดลงตามไปด้วย แต่หากแผลติดเชื้อ อาการบวมจะรุนแรงขึ้นและนานกว่าปกติ
วิธีทำความสะอาดแผล
คนไข้ควรทำความสะอาดแผลตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด โดยทั่วไปคือการใช้ไม้พันสำลีสะอาดชุบน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) เช็ดเบาๆ บริเวณแผล เพื่อขจัดคราบเลือดหรือสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่ จากนั้นซับเบาๆ ให้แห้งด้วยผ้าก๊อซสะอาด และอาจทายาฆ่าเชื้อ (ขี้ผึ้ง) เคลือบบางๆ ตามที่แพทย์จ่ายให้ ที่สำคัญคือห้ามให้แผลโดนน้ำประปาโดยตรงจนกว่าจะได้รับอนุญาตหรือตัดไหมแล้ว
สัญญาณเตือนแผลติดเชื้อที่ต้องรีบพบแพทย์
หากแผลสมานตัวปกติ อาการบวมและปวดจะค่อยๆ ดีขึ้นในทุกๆ วัน แต่ถ้าคุณมีสัญญาณเหล่านี้ ให้สงสัยว่าแผลอาจติดเชื้อและต้องรีบกลับไปพบแพทย์ทันที ได้แก่
- บวมมากขึ้นแทนที่จะยุบลง
- มีภาวะผิวรอบแผลแดงมากกว่าปกติ
- รู้สึกร้อนที่แผลอย่างชัดเจนเมื่อสัมผัส
- มีอาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ยาแก้ปวดเอาไม่อยู่
- มีหนองสีเหลืองขุ่นหรือสีเขียวไหลซึมออกมา
รวมลิสต์อาหารลดบวมหลังศัลยกรรม
โภชนาการเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ อาหารลดบวมหลังศัลยกรรมที่ดีจะช่วยซ่อมแซมร่างกายจากภายใน ทำให้แผลหายเร็วขึ้น และช่วยเสริมวิธีลดอาการบวมหลังผ่าตัดที่เราทำอยู่ให้เห็นผลชัดเจนขึ้น
อาหารที่ควรกิน
- โปรตีนสูง เป็นสารอาหารหลักในการสร้างเนื้อเยื่อและซ่อมแซมแผล ควรทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน, อกไก่, ปลา, ไข่, เต้าหู้, นมถั่วเหลือง หรือเวย์โปรตีน
- วิตามินซีสูง วิตามินซีจำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจนและสมานแผล พบมากใน ผักใบเขียว, บรอกโคลี, ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่, กีวี, ฝรั่ง
- ธัญพืชและไขมันดี เช่น ข้าวกล้อง, อัลมอนด์, อะโวคาโด ช่วยให้ร่างกายมีพลังงานในการซ่อมแซม
- อาหารฤทธิ์เย็น เช่น ฟักทอง, ใบบัวบก (ทั้งแบบสดและแบบสกัดเม็ด), น้ำมะพร้าว เชื่อกันว่าช่วยลดอาการอักเสบภายในและลดบวมได้ดี
- น้ำเปล่า การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอสำคัญมาก ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี และขับของเสียออกจากร่างกาย
อาหารที่ควรเลี่ยง
- อาหารโซเดียมสูง เช่น อาหารรสเค็มจัด, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, ขนมถุง, อาหารแปรรูป โซเดียมจะดึงน้ำไว้ในร่างกาย ทำให้ตัวบวมน้ำและยุบช้า
- อาหารหมักดอง เช่น ปลาร้า, กิมจิ, ผักดอง, แหนม เพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรียหรือสารที่กระตุ้นการอักเสบ (Histamine) ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
- อาหารทะเล (บางชนิด) ในคนไข้บางราย อาหารทะเลอาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้, คันบริเวณแผล หรืออักเสบได้ง่าย หากไม่แน่ใจควรเลี่ยงไปก่อน
- แอลกอฮอล์และบุหรี่ สองสิ่งนี้ขัดขวางกระบวนการสมานแผลโดยตรง ทำให้เส้นเลือดหดตัว ออกซิเจนไปเลี้ยงแผลได้น้อยลง ทำให้แผลหายช้า และเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ ควรงดเด็ดขาดอย่างน้อย 1 เดือน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลดอาการบวมหลังผ่าตัด
อาการบวมหลังศัลยกรรมจะหายภายในกี่วัน
อาการบวมจะมากที่สุดในช่วง 3 วันแรก และจะค่อยๆ ยุบลงอย่างเห็นได้ชัดภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่อาการบวมภายใน (Core swelling) ที่ซ่อนอยู่อาจยังคงอยู่ และใช้เวลา 3-6 เดือน กว่าเนื้อเยื่อจะยุบสนิทและเข้าที่ 100% ซึ่งระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและประเภทของการผ่าตัดค่ะ
ทำไมหลังผ่าตัดถึงห้ามกินของหมักดอง
เหตุผลหลักคือ อาหารหมักดองมักมีโซเดียมสูงมาก ทำให้ร่างกายบวมน้ำและแผลยุบช้า นอกจากนี้ กระบวนการหมักดองที่ไม่สะอาดอาจมีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อน หรือมีสารกระตุ้นการอักเสบ (Histamine) ซึ่งอาจทำให้แผลที่ยังอ่อนแอเกิดการอักเสบ คัน หรือติดเชื้อได้ง่ายขึ้น การหลีกเลี่ยงจึงเป็นวิธีลดบวมทางอ้อมที่สำคัญมากค่ะ
ถ้าบวมมากผิดปกติ หรือปวดแผลมาก ควรทำอย่างไร
หากอาการบวมไม่ยุบลงเลยหลังผ่านไป 3-4 วัน แต่กลับบวมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่วมกับมีอาการปวดรุนแรง (ที่ยาแก้ปวดเอาไม่อยู่), แผลแดงจัดและร้อน, มีไข้ หรือมีหนองไหลซึม นี่อาจเป็นสัญญาณการติดเชื้อหรือเลือดคั่ง (Hematoma) ให้รีบติดต่อคลินิกหรือพบแพทย์ทันที อย่ารอช้าค่ะ

ภาพประกอบการโฆษณาเท่านั้น
สรุปบทความ
การดูแลตัวเองหลังศัลยกรรม ทั้งการใช้ยาลดบวมหลังศัลยกรรมอย่างถูกต้อง การประคบ และการเลือกทานอาหาร ล้วนเป็นวิธีลดอาการบวมหลังผ่าตัดที่สำคัญที่จะช่วยให้แผลยุบไวและเข้าที่เร็วขึ้นนะคะ หากใครที่มีปัญหากังวลใจเรื่องการดูแลตัวเองหลังผ่าตัด หรือต้องการปรึกษาปัญหาด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า BEAMS Plastic Surgery พร้อมดูแลทุกปัญหาโดย หมอบีม และทีมแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า สามารถเข้ามาปรึกษาเพื่อแนวทางแก้ไขและผลลัพธ์ร่วมกัน สอบถามกับหมอบีม Facial Expert ผ่านช่องทางต่าง ๆ มาได้เลยค่ะ