หมวดความรู้ทั่วไป

หนังตาเหี่ยวแก้ไขอย่างไร แนะนำทุกสาเหตุพร้อมวิธีดูแลให้ตึงกระชับ

หนังตาเหี่ยวแก้ไขอย่างไร

ปัญหาหนังตาและใต้ตาเหี่ยว ถือเป็นสัญญาณแห่งวัยที่สร้างความกังวลใจให้หลายท่าน เพราะทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า ไม่สดใส และดูมีอายุมากกว่าความเป็นจริง ปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขอย่างไร และมีวิธีดูแลแบบไหนบ้าง? วันนี้ หมอจะมาอธิบายถึงทุกสาเหตุที่ทำให้หนังตาเหี่ยว รวมถึงรวบรวมแนวทางการรักษาตั้งแต่การดูแลตัวเองไปจนถึงการทำหัตถการทางการแพทย์ เพื่อคืนความตึงกระชับให้ผิวรอบดวงตาคู่สวยของคุณค่ะ

เลือกอ่านหัวข้อที่น่าสนใจ

หนังตาเหี่ยวและใต้ตาเหี่ยว คืออะไร

หนังตาเหี่ยว (Dermatochalasis หรือ Pseudoptosis) คือภาวะที่ผิวหนังบริเวณเปลือกตาบนมีความหย่อนคล้อยตกลงมา อาจตกลงมาบดบังชั้นตา ทำให้ชั้นตาเล็กลง หรือในบางกรณีที่ หนังตาหย่อนมาก อาจตกลงมาบดบังการมองเห็น ส่วนใต้ตาเหี่ยว (Under-eye Wrinkles & Sagging) คือภาวะที่ผิวหนังใต้ตาขาดความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอย และอาจเกิดร่วมกับอาการบวมหรือร่องลึก ทำให้ใบหน้าดูอิดโรย

ลักษณะอาการของหนังตาเหี่ยว

อาการของหนังตาเหี่ยวสังเกตได้ชัดเจน โดยเริ่มจากชั้นตาที่เคยชัดเจนดูเล็กลง หรือมีหนังตาหลายชั้นซ้อนกัน เมื่อเป็นมากขึ้น ผิวหนังที่หย่อนจะเริ่มตกลงมาปิดทับชั้นตาเดิม บางครั้งอาจรู้สึกหนักตา หรือต้องพยายามเลิกคิ้วเพื่อช่วยในการมองเห็น ซึ่งมักจะเห็นชัดในช่วงบ่ายหรือเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า และยังทำให้การแต่งหน้า โดยเฉพาะการกรีดอายไลเนอร์ ทำได้ยากขึ้นด้วย

ลักษณะอาการของใต้ตาเหี่ยว

สำหรับใต้ตาเหี่ยวจะมีลักษณะเป็นริ้วรอยเล็กๆ หรือรอยย่น ที่ผิวหนังใต้ตา ซึ่งจะเห็นชัดขึ้นเวลายิ้มหรือแสดงสีหน้า ผิวจะดูบางและแห้งกร้าน ขาดความกระชับ บางรายอาจมีภาวะ ใต้ตาเหี่ยว ร่วมกับร่องน้ำตาลึก หรือมีถุงใต้ตา ทำให้บริเวณใต้ตาดำคล้ำและดูไม่เรียบเนียน

หนังตาเหี่ยว (Pseudoptosis) กับ หนังตาตก (Ptosis) แตกต่างกันอย่างไร

หลายคนมักสับสนระหว่างสองภาวะนี้ แต่ความจริงแล้วแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หนังตาเหี่ยว (Pseudoptosis) ที่เราพูดถึงในบทความนี้ เกิดจาก “ผิวหนัง” (Skin) ที่ยืดและหย่อนคล้อยลงมาเท่านั้น แต่กล้ามเนื้อในการเปิดตายังทำงานปกติ ในขณะที่หนังตาตก (Ptosis) เกิดจากความผิดปกติของ “กล้ามเนื้อ” (Muscle) ที่ใช้ในการลืมตาอ่อนแรง ทำให้ขอบตาบนตกลงมาปิดตาดำมากกว่าปกติ ซึ่ง หนังตาตก ถือเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ต้องรักษาโดยจักษุแพทย์หรือศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเปลือกตาโดยตรง

รวมสาเหตุหลักที่ทำให้หนังตาและใต้ตาเหี่ยว

ปัญหาหนังตาและใต้ตาเหี่ยว ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตาที่ผิว หนังตา มีความบอบบางที่สุด สาเหตุหลักๆ มีดังนี้

  • อายุที่เพิ่มขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินได้น้อยลง ทำให้โครงสร้างผิวสูญเสียความยืดหยุ่นและเริ่มหย่อนคล้อย นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะหนังตาเหี่ยวและหย่อนคล้อยทั่วใบหน้า
  • พันธุกรรม บางคนอาจมีโครงสร้างกระดูกเบ้าตาที่ตื้น หรือมีแนวโน้มที่ผิวจะบางและหย่อนคล้อยได้ง่ายกว่าคนอื่นตามพันธุกรรม ทำให้พบปัญหาหนังตาเหี่ยวได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต การขยี้ตาแรงๆ หรือการเช็ดเครื่องสำอางรอบดวงตาอย่างรุนแรงเป็นประจำ จะทำลายเส้นใยอีลาสตินที่บอบบาง ทำให้ผิวหนังตายืดและเหี่ยวง่ายขึ้น รวมถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอและความเครียดก็ส่งผลให้ผิวเสื่อมโทรมเร็วขึ้น
  • การเผชิญแสงแดด รังสียูวีในแสงแดดเป็นตัวการสำคัญในการทำลายคอลลาเจนและอีลาสติน (Photoaging) ผิวรอบดวงตาที่ไม่ได้ทาครีมกันแดดหรือสวมแว่นกันแดดป้องกัน จะเกิดริ้วรอยและภาวะ ใต้ตาเหี่ยว ได้ง่ายมาก
  • ภาวะภูมิแพ้ หรือโรคอื่นๆ คนที่เป็นภูมิแพ้ขึ้นตาและมีอาการคันตาบ่อยๆ มักจะขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว ก่อให้เกิดปัญหาหนังตาเหี่ยวตามมา นอกจากนี้โรคบางชนิดหรือการสูบบุหรี่จัดก็ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผิวโดยรวมเช่นกัน
วิธีแก้ปัญหาหนังตาและใต้ตาเหี่ยว

ภาพประกอบการโฆษณาเท่านั้น

รวมวิธีแก้ปัญหาหนังตาและใต้ตาเหี่ยว

เมื่อทราบสาเหตุแล้ว การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหา และผลลัพธ์ที่คนไข้คาดหวัง โดยเราสามารถแบ่งวิธีแก้หนังตาและใต้ตาเหี่ยว ออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ 

วิธีแก้ไขด้วยการดูแลตัวเอง

สำหรับการดูแลตัวเอง หรือ Home Remedies เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาหนังตาและใต้ตาเหี่ยว ในระดับเริ่มต้น หรือใช้เพื่อชะลอการเกิดปัญหาในอนาคต ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและควรทำเป็นประจำ

การเลือกใช้ Eye Cream

อายครีมที่ดีควรมีส่วนผสมที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น เรตินอล (Retinol) ในความเข้มข้นที่อ่อนโยนสำหรับรอบดวงตา, เปปไทด์ (Peptides) ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้ผิว หรือ ไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้น ลดริ้วรอยตื้นๆ ที่เกิดจากผิวแห้งได้

การนวดกระตุ้นการไหลเวียน

การนวดรอบดวงตาอย่างเบามือ โดยใช้นิ้วนาง (ซึ่งมีแรงกดน้อยที่สุด) นวดวนเบาๆ หรือใช้ลูกกลิ้งนวด (Jade Roller) ที่แช่เย็น จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง ลดอาการบวม และช่วยให้สกินแคร์ซึมซาบสู่ผิวได้ดีขึ้น แต่ย้ำว่าต้องทำอย่างเบามือที่สุด ห้ามถูหรือดึงผิวหนังตาแรงๆ เด็ดขาด

การปรับพฤติกรรม

วิธีที่สำคัญที่สุดคือการ “หยุด” ทำร้ายผิวรอบดวงตา พยายามหลีกเลี่ยงการขยี้ตา หากคันตาจากภูมิแพ้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยา หรืองดการใส่คอนแทคเลนส์ที่กระตุ้นการระคายเคือง รวมถึงการนอนหงายจะช่วยลดแรงกดทับบริเวณใบหน้าและใต้ตา ซึ่งอาจช่วยลดอาการบวมและริ้วรอยจากการนอนตะแคงได้

การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด

สำหรับผู้ที่มีปัญหาหนังตาและใต้ตาเหี่ยว ในระดับปานกลางที่การทาครีมไม่เพียงพอ แต่ยังไม่ต้องการผ่าตัด หัตถการกลุ่ม Non-Surgical ถือเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

HIFU / Ulthera

เทคโนโลยีกลุ่ม High-Intensity Focused Ultrasound (HIFU) หรือ Ulthera (อัลเทอร่า) จะส่งพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงลงไปถึงชั้น SMAS (ชั้นพังผืดที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า) ทำให้เกิดการหดตัวและยกกระชับ สามารถใช้ยกคิ้วและ หนังตา ที่หย่อนให้ดูเปิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องพักฟื้น

Thermage

Thermage (เทอร์มาจ) ใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) ลงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้ ทำให้ผิวที่หนังตาและใต้ตาเหี่ยว มีความแน่นและกระชับขึ้น ริ้วรอยเล็กๆ ดูตื้นขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิวและลดความหย่อนคล้อยของผิวหนังตาโดยตรง

โบท็อกซ์

การฉีดโบท็อกซ์ สามารถใช้เทคนิคการฉีดเพื่อคลายกล้ามเนื้อที่ดึงคิ้วลง (บริเวณหัวคิ้วและหางตา) และเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อที่ยกคิ้วขึ้น (หน้าผาก) ผลลัพธ์คือช่วยยกหางตาและคิ้วให้สูงขึ้นเล็กน้อย (Brow Lift) ส่งผลให้หนังตาเหี่ยวดูตึงขึ้น และดวงตาดูเปิด สดใสขึ้น

ฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์ เหมาะมากสำหรับผู้ที่มีปัญหาใต้ตาเหี่ยวร่วมกับร่องน้ำตาลึก (Tear Trough) การเติมฟิลเลอร์ในบริเวณนี้จะช่วยเติมเต็มส่วนที่ยุบตัว ทำให้ผิวใต้ตาดูเรียบเนียน อิ่มฟูขึ้น และยังช่วยลดเงาดำคล้ำใต้ตาได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยพรางปัญหาใต้ตาบวมที่เกิดจากไขมันนูนเล็กน้อยได้ โดยการทำให้บริเวณรอบๆ เรียบเนียนขึ้น

การรักษาด้วยการผ่าตัด

ในกรณีที่มีภาวะหนังตาหย่อนและใต้ตาเหี่ยว ในระดับที่รุนแรง การผ่าตัดถือเป็นวิธีที่เห็นผลการเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุดและให้ผลลัพธ์ที่ถาวรยาวนานที่สุด โดยต้องทำโดยศัลยแพทย์ตกแต่งผู้เชี่ยวชาญด้านใบหน้า

ศัลยกรรมหนังตาบน (Upper Blepharoplasty)

นี่คือการผ่าตัดเพื่อแก้ไขหนังตาเหี่ยวโดยตรง ศัลยแพทย์จะทำการตัดผิวหนังส่วนเกินบริเวณเปลือกตาบนออก และอาจมีการเย็บกล้ามเนื้อหรือจัดเรียงไขมันใหม่หากจำเป็น การผ่าตัดนี้มักทำร่วมกับการทำตาสองชั้นไปด้วยเลย เพื่อสร้างชั้นตาที่สวยงาม คมชัด และแก้ไขปัญหาหนังตาหย่อนไปพร้อมกัน ทำให้ดวงตากลับมาดูสดใสและอ่อนเยาว์

ศัลยกรรมหนังตาล่าง (Lower Blepharoplasty)

สำหรับการแก้ปัญหาใต้ตาเหี่ยวและถุงใต้ตา ศัลยแพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อตัดผิวหนังส่วนเกินบริเวณใต้ตาออก และ ทำการจัดเรียงไขมันใต้ตาใหม่ (ย้ายไขมันที่ปูดนูนไปเติมเต็มร่องน้ำตา) เพื่อให้ผิวใต้ตาเรียบตึง ลดทั้งถุงใต้ตาและริ้วรอยเหี่ยวย่น

การผ่าตัดยกกระชับหนังตา

ในบางกรณีที่ หนังตาหย่อนมาก โดยเฉพาะบริเวณหางตา อาจเกิดจากภาวะคิ้วตก (Brow Ptosis) ร่วมด้วย การแก้ไขที่หนังตาอย่างเดียวอาจไม่พอ การผ่าตัด Subbrow Lift (การซ่อนแผลผ่าตัดใต้แนวคิ้ว) หรือ Endoscopic Brow Lift (การผ่าตัดส่องกล้องยกคิ้ว) จะช่วยยกคิ้วให้กลับสู่ตำแหน่งที่เหมาะสม ส่งผลให้ หนังตา ที่หย่อนถูกดึงขึ้นไปด้วย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนังตาเหี่ยว

หนังตาเหี่ยว จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไปหรือไม่

ไม่จำเป็นเสมอไป หากภาวะหนังตาเหี่ยวอยู่ในระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง การรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น HIFU, Ulthera, Thermage หรือการฉีดโบท็อกซ์ยกคิ้ว ก็สามารถช่วยยกกระชับได้ดี แต่หากหนังตาเหี่ยวมากจนบดบังการมองเห็น หรือต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนและถาวร การผ่าตัด (Upper Blepharoplasty) ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ทำ HIFU หรือ Ulthera ช่วยยกหนังตาได้นานแค่ไหน

ผลลัพธ์จากการทำ HIFU หรือ Ulthera เพื่อยกกระชับหนังตามักจะอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพผิว การดูแลตัวเองหลังทำ และพลังงานที่ใช้ ผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นใน 2-3 เดือนหลังทำ เนื่องจากกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ต้องใช้เวลา คนไข้สามารถกลับมาทำซ้ำได้ทุก 1-2 ปี เพื่อคงสภาพผิว

หนังตาเหี่ยวจากการขยี้ตาบ่อยๆ มีวิธีแก้ไขอย่างไร

ขั้นแรกคือต้องหยุดพฤติกรรมขยี้ตา และรักษาต้นเหตุ (เช่น ภูมิแพ้) ก่อน จากนั้นจึงฟื้นฟูผิวที่หนังตาเหี่ยวไปแล้ว หากเป็นริ้วรอยตื้นๆ การใช้ Eye Cream ที่มี Retinol หรือ Peptides ร่วมกับการทำ Thermage เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน จะช่วยให้ผิวแน่นกระชับขึ้นได้ แต่หากผิวหนังตายืดไปมากแล้ว อาจจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการผ่าตัด

หลังผ่าตัดหนังตา ต้องพักฟื้นกี่วัน

โดยทั่วไป หลังการผ่าตัดศัลยกรรมหนังตาบนหรือล่าง จะมีอาการบวมช้ำประมาณ 3-7 วันแรก และจะตัดไหมประมาณ 5-7 วันหลังผ่าตัด คนไข้ส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำงาน (ที่ไม่ต้องใช้แรงมาก) ได้ภายใน 7-10 วัน แต่อาการบวมยุบตัวจนเข้าที่สวยงามเต็มที่ อาจใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล

ปัญหาหนังตาและใต้ตาเหี่ยว

ภาพประกอบการโฆษณาเท่านั้น

สรุปบทความ

ปัญหาหนังตาและใต้ตาเหี่ยว มีสาเหตุที่หลากหลายตั้งแต่เรื่องของวัย พันธุกรรม ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต การแก้ไขจึงมีหลายระดับ ตั้งแต่การดูแลตัวเอง การทำหัตถการยกกระชับแบบไม่ผ่าตัด ไปจนถึงการผ่าตัดศัลยกรรม ซึ่งต้องเลือกให้เหมาะกับระดับความรุนแรงของปัญหา หากใครกำลังมีปัญหาหนังตาหรือความหย่อนคล้อยบนใบหน้าที่ยังหาทางออกไม่ได้ ที่ BEAMS Plastic Surgery เราพร้อมดูแลทุกปัญหาโดย หมอบีม และทีมแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า สามารถเข้ามาปรึกษาเพื่อประเมินแนวทางแก้ไขและผลลัพธ์ที่เหมาะสมร่วมกัน สอบถามกับหมอบีม Facial Expert ผ่านช่องทางต่างๆ ของคลินิกได้เลยค่ะ

หมอบีม

บทความโดย : พญ.คุณาภรณ์ ตั้งธนะวัฒน์ (หมอบีม)

ศัลยแพทย์ตกแต่งใบหน้าเฉพาะทาง

แชร์บทความนี้
แชร์บทความนี้

กรอกข้อมูล ให้เราติดต่อกลับ


Becoming Your Best Self

เข้าใจทุกความกังวลและปัญหาผิวพรรณของคุณ
ด้วยการรักษาที่ออกแบบเฉพาะบุคคล