หมวดความรู้ทั่วไป

ตัดไหมเจ็บไหม รวมคำแนะนำการดูแลแผลหลังตัดไหมอย่างถูกวิธี

ตัดไหมเจ็บไหม รวมคำแนะนำการดูแล

ภาพประกอบการโฆษณาเท่านั้น

หลังจากการผ่าตัดศัลยกรรม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าอย่างการทำตาสองชั้น หรือยกหางตา สิ่งหนึ่งที่หลายคนกังวลไม่แพ้กันคือขั้นตอนการตัดไหม หลายคนมีคำถามว่า ตัดไหมเจ็บไหม และหลังจากตัดไหมแล้วจะมีวิธีดูแลแผลอย่างไรให้ถูกต้อง ไม่ให้แผลติดเชื้อหรือเป็นแผลเป็นนูน วันนี้หมอจะมาแนะนำขั้นตอนการดูแลแผลหลังตัดไหมอย่างถูกวิธี เพื่อให้แผลของคุณสวยเรียบเนียน หายกังวลกันได้เลยค่ะ

เลือกอ่านหัวข้อที่น่าสนใจ

ตัดไหมเจ็บไหม เคลียร์ข้อสงสัยที่คนมีแผลผ่าตัดกังวลใจที่สุด

คำถามยอดฮิตที่หมอพบบ่อยมากคือ ตัดไหมเจ็บไหม หมอขอตอบตรงนี้เลยว่า ความรู้สึกเจ็บตอนตัดไหมนั้นมีน้อยมากค่ะ โดยส่วนใหญ่จะรู้สึกคล้ายมดกัดเบาๆ หรือบางคนอาจจะแค่รู้สึกจั๊กจี้เท่านั้น ความเจ็บจะไม่ได้รุนแรงเหมือนตอนผ่าตัด เพราะเป็นเพียงการตัดปมไหมและดึงเส้นไหมออกเท่านั้น แต่ทั้งนี้ ความรู้สึกเจ็บก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ตำแหน่งของแผล ความตึงของผิวหนังบริเวณนั้น และความชำนาญของแพทย์หรือพยาบาลผู้ทำหัตถการตัดไหมด้วย

ความรู้สึกตอนตัดไหม จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ฟีลลิ่งตอนตัดไหมส่วนใหญ่จะเริ่มจากความรู้สึกเย็นๆ ตอนที่เจ้าหน้าที่เช็ดทำความสะอาดแผล จากนั้นตอนที่ใช้กรรไกรเล็กๆ ที่ปราศจากเชื้อตัดปมไหมอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลย แต่ตอนที่ดึงเส้นไหมออก อาจจะรู้สึกตึงๆ หรือดึงๆ ที่ผิวเล็กน้อย คล้ายกับการถอนขน แต่ไม่ได้เจ็บจนทนไม่ไหวแน่นอนค่ะ ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

ปัจจัยที่ทำให้ความรู้สึกเจ็บแตกต่างกันไปในแต่ละคน

อย่างที่กล่าวไปว่าความเจ็บขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่

  • ตำแหน่งของแผล แผลบริเวณที่ผิวหนังบอบบาง เช่น เปลือกตาหลังทำตาสองชั้นหรือบริเวณที่มีเส้นประสาทเยอะ อาจรู้สึกไวกว่าบริเวณอื่น
  • ประเภทของไหม ไหมบางชนิดอาจทำให้รู้สึกระคายเคืองเล็กน้อยตอนดึงออก
  • จำนวนไหม ยิ่งมีไหมหลายเส้น ก็อาจจะใช้เวลาตัดไหมนานขึ้นเล็กน้อย
  • การดูแลแผลก่อนหน้า หากดูแลแผลไม่ดี แผลแห้งกรังติดกับไหม หรือมีอาการอักเสบ ก็อาจทำให้รู้สึกเจ็บเล็กน้อยตอนตัดไหมได้

การตัดไหมคืออะไร และต้องทำเมื่อไหร่

การตัดไหม คือ กระบวนการทางการแพทย์ในการนำวัสดุเย็บแผล (ไหมเย็บแผล) ออกจากร่างกาย หลังจากที่แผลผ่าตัดสมานตัวและติดกันดีแล้ว เพื่อให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูต่อไปได้ตามปกติ การตัดไหมเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยลดการระคายเคืองและป้องกันการติดเชื้อที่อาจเกิดจากไหมที่ค้างอยู่ใต้ผิวหนังนานเกินไป

แผลผ่าตัดกี่วันถึงตัดไหมได้

ระยะเวลาในการตัดไหมจะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งของแผลและการสมานแผลของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและนัดหมาย

  • บริเวณใบหน้า เช่น แผลศัลยกรรม ทำตาสองชั้น, Subbrow Lift (แก้หนังตาตก), หรือยกหางตา มักจะใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน เนื่องจากเป็นบริเวณที่ผิวหนังฟื้นตัวได้เร็ว
  • บริเวณลำตัว แขน ขา อาจใช้เวลาประมาณ 7-14 วัน
  • บริเวณที่มีการเคลื่อนไหวบ่อย เช่น ข้อพับต่างๆ อาจต้องใช้เวลานานขึ้นเล็กน้อย
การดูแลแผลหลังตัดไหมอย่างถูกวิธี

ภาพประกอบการโฆษณาเท่านั้น

การดูแลแผลหลังตัดไหมอย่างถูกวิธี

หลังจากตัดไหมออกแล้ว แม้แผลจะเริ่มติดกันดี แต่ผิวหนังยังคงบอบบางและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ การดูแลแผลหลังตัดไหมที่ถูกต้องจึงสำคัญมาก เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา

ตัดไหมแล้วต้องปิดแผลไหม หรือปล่อยแผลให้แห้ง

ขึ้นอยู่กับลักษณะแผลหลังตัดไหมของแต่ละคน โดยทั่วไปหลังตัดไหมทันที แพทย์มักจะแนะนำให้ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์กันน้ำไว้ก่อนประมาณ 1-2 วัน เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและเชื้อโรค แต่หากแผลแห้งสนิทดีมาก ไม่มีสารคัดหลั่งซึม แพทย์บางท่านอาจแนะนำให้เปิดแผลไว้ได้เลย เพื่อให้แผลได้ระบายอากาศและแห้งไวยิ่งขึ้น

ตัดไหมแล้วต้องล้างแผลไหม ยังต้องทำความสะอาดแผลหรือไม่

ยังควรทำความสะอาดแผลอยู่ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 วันแรกหลังตัดไหม แนะนำให้ใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) เช็ดทำความสะอาดแผลเบาๆ วันละ 1-2 ครั้ง แล้วซับให้แห้งด้วยผ้าก๊อซสะอาด เพื่อขจัดคราบเลือดหรือสิ่งสกปรกที่อาจตกค้าง และป้องกันการติดเชื้อ

ลักษณะแผลหลังตัดไหม ที่ปกติเป็นอย่างไร

ลักษณะแผลหลังตัดไหมที่ปกติและกำลังฟื้นตัวได้ดี ควรจะมีลักษณะแห้ง ปากแผลปิดสนิท ผิวหนังอาจมีสีชมพูเรื่อๆ หรือสีเข้มกว่าผิวปกติเล็กน้อยในช่วงแรก ไม่ควรมีอาการบวม แดง ร้อน หรือมีหนองซึมออกมาจากแผล หากมีรอยช้ำเล็กน้อยสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ควรจะค่อยๆ จางหายไปเอง

หลังตัดไหมกี่วันแผลถึงโดนน้ำได้

อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตคือเรื่องการโดนน้ำ โดยทั่วไป แพทย์มักแนะนำให้งดโดนน้ำโดยตรงบริเวณแผลหลังตัดไหมประมาณ 24-48 ชั่วโมง หรือจนกว่าจะมั่นใจว่าแผลแห้งและปิดสนิทดีแล้ว หลังจากนั้นสามารถโดนน้ำผ่านๆ ตอนอาบน้ำได้ แต่ควรรีบซับแผลให้แห้งทันที ไม่ควรแช่น้ำนานๆ หรือถูสบู่โดยตรงที่แผล

ข้อควรปฏิบัติและข้อห้าม เพื่อป้องกันแผลแยกหรือติดเชื้อ

  • การรับประทานอาหาร ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงเพื่อช่วยซ่อมแซมแผล และงดอาหารหมักดอง อาหารทะเล หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อาจกระตุ้นการอักเสบหรือทำให้แผลคัน
  • การทายาลดรอยแผลเป็น สามารถเริ่มทายาหรือเจลลดรอยแผลเป็นได้หลังจากแผลปิดสนิทดีแล้ว (โดยทั่วไปคือ 1-2 สัปดาห์หลังตัดไหม)
  • การงดกิจกรรมหนัก ควรงดการออกกำลังกายหนัก หรือกิจกรรมที่อาจทำให้แผลตึงหรือเกิดการกระทบกระเทือนบริเวณแผล อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์หลังตัดไหม เพื่อป้องกันแผลแยก

สัญญาณเตือน! ลักษณะแผลแบบไหนที่ควรกลับไปพบแพทย์

การดูแลแผลหลังตัดไหมเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากคุณสังเกตเห็นอาการผิดปกติเหล่านี้ แม้จะดูแลดีแล้ว ควรรีบกลับไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด

  • แผลบวม แดง ร้อน หรือมีหนอง นี่คือสัญญาณคลาสสิกของการติดเชื้อ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะหรือการรักษาที่เหมาะสม
  • แผลแยก หรือแผลปริหลังตัดไหม อาจเกิดขึ้นได้หากมีการเคลื่อนไหวที่กระทบกระเทือนแผลมากเกินไป หรือแผลยังสมานตัวไม่เต็มที่ ต้องรีบกลับไปให้แพทย์ประเมินว่าต้องเย็บใหม่หรือไม่
  • มีไข้ หรือรู้สึกไม่สบายตัว หากมีไข้ร่วมกับอาการปวดแผลที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่รุนแรงขึ้น ควรรีบพบแพทย์ทันที

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตัดไหม

ตัดไหมแล้วแผลยังไม่ติดหรือแผลแยก ควรทำอย่างไร

หากพบว่าแผลแยกหรือปริหลังตัดไหม ให้รีบกลับไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรพยายามรักษาเองหรือปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด เพราะแผลที่เปิดออกมีความเสี่ยงสูงมากที่จะติดเชื้อ แพทย์อาจพิจารณาทำความสะอาดแผลและเย็บซ้ำ หรือให้การรักษาตามความเหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

หลังตัดไหมกี่วันถึงจะโดนสบู่หรือเจลอาบน้ำได้

คล้ายกับการโดนน้ำ คือควรรอให้แผลแห้งสนิทดีก่อน (ประมาณ 2-3 วันหลังตัดไหม) ในช่วงแรกที่เริ่มโดนสบู่ ควรใช้วิธีลูบผ่านเบาๆ โดยใช้สบู่สูตรอ่อนโยน และไม่ขัดถูบริเวณแผลโดยตรง จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาดและซับให้แห้งทันที

ตัดไหมแล้วแผลเป็นไตแข็ง หรือเป็นคีลอยด์ ทำอย่างไร

ในช่วงแรกหลังตัดไหม แผลอาจมีลักษณะนูนแข็งเล็กน้อย ถือเป็นกระบวนการสมานแผลปกติ เมื่อแผลปิดสนิทดีแล้ว (ประมาณ 2 สัปดาห์ขึ้นไป) สามารถเริ่มนวดคลึงเบาๆ บริเวณแผล และใช้ยาทาหรือแผ่นซิลิโคนเจลลดรอยแผลเป็น เพื่อช่วยให้แผลเป็นนุ่มลงและจางลง แต่หากแผลนูนแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ หรือขยายขนาดใหญ่ขึ้น (คีลอยด์) ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษา

สามารถตัดไหมเองที่บ้านได้หรือไม่

ไม่แนะนำอย่างยิ่ง! การตัดไหมเองที่บ้านมีความเสี่ยงสูงมาก ทั้งเรื่องความสะอาดของอุปกรณ์ที่อาจไม่ได้มาตรฐาน ทำให้แผลติดเชื้อรุนแรงได้ และที่สำคัญคืออาจตัดไหมออกไม่หมด หรือตัดโดนเนื้อเยื่อ ทำให้แผลบาดเจ็บซ้ำซ้อน ควรให้แพทย์หรือพยาบาลผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ตัดไหมให้เท่านั้น

ตัดไหมแล้วทำไมยังรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ หรือคันแผล

อาการคันยิบๆ หรือเจ็บจี๊ดๆ บริเวณแผลหลังตัดไหมถือเป็นเรื่องปกติ อาการคันเกิดจากกระบวนการที่ร่างกายกำลังสร้างเนื้อเยื่อใหม่มาซ่อมแซม ส่วนอาการเจ็บจี๊ดๆ อาจเกิดจากการฟื้นตัวของเส้นประสาทบริเวณนั้น อาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นเองเมื่อแผลหายสนิท

สรุปการตัดไหม

ภาพประกอบการโฆษณาเท่านั้น

สรุปบทความ

การตัดไหมไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด และความเจ็บก็น้อยมากค่ะ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดูแลแผลหลังตัดไหมอย่างถูกวิธี เพื่อให้แผลสมานตัวได้ดี ลดโอกาสติดเชื้อ และลดการเกิดแผลเป็น หากใครที่มีปัญหาเรื่องแผลศัลยกรรม หรือมีความกังวลเกี่ยวกับการดูแลแผลหลังผ่าตัด BEAMS Plastic Surgery พร้อมดูแลทุกปัญหาโดยหมอบีมและทีมแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า สามารถเข้ามาปรึกษาเพื่อแนวทางแก้ไขและผลลัพธ์ที่ดีที่สุดร่วมกัน สอบถามกับหมอบีม Facial Expert ผ่านช่องทางต่างๆ มาได้เลยค่ะ

หมอบีม

บทความโดย : พญ.คุณาภรณ์ ตั้งธนะวัฒน์ (หมอบีม)

ศัลยแพทย์ตกแต่งใบหน้าเฉพาะทาง

แชร์บทความนี้
แชร์บทความนี้

กรอกข้อมูล ให้เราติดต่อกลับ


Becoming Your Best Self

เข้าใจทุกความกังวลและปัญหาผิวพรรณของคุณ
ด้วยการรักษาที่ออกแบบเฉพาะบุคคล