
ปัจจุบันการทำศัลยกรรมเพื่อความสวยงาม เสริมความมั่นใจให้กับตนเองถือเป็นสิ่งที่พบเจอได้ทั่วไปไม่ว่าจะเป็น การดึงหน้าด้วยเทคนิคต่าง ๆ อาทิ ส่องกล้องดึงหน้า และ Mini facelift เพื่อลดความหย่อนคล้อย ทำตาสองชั้นเพิ่มเสน่ห์ให้กับใบหน้า ผ่าตัดยกคิ้วส่องกล้อง การเสริมจมูก และอีกมากมาย
อย่างไรก็ตาม สำหรับบางคนที่กำลังป่วย หรือมีโรคประจำตัวบางประเภทก็ไม่เหมาะจะทำศัลยกรรม ลองมาเช็กลิสต์ 10 โรคที่ห้ามทำศัลยกรรมว่ามีโรคอะไรบ้าง เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นค่ะ
Key Takeaways
- การมีโรคประจำตัวสามารถทำศัลยกรรมได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ชำนาญการ ตัวโรคอยู่ในระยะสงบ และไม่เสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงขึ้นกับคนไข้ทั้งขณะทำและหลังทำ
- ตัวอย่างโรคที่ห้ามทำศัลยกรรม เช่น โรคไทรอยด์ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคไตเรื้อรัง โรคระบบทางเดินหายใจขั้นรุนแรง โรคจิตเวชที่ควบคุมไม่ได้ เป็นต้น
- คุณแม่ตั้งครรภ์แพทย์จะไม่อนุญาตให้ทำศัลยกรรมเด็ดขาด เพราะเสี่ยงที่ลูกในครรภ์จะได้รับผลกระทบจากยา พลังงานความร้อน หรือสารบางชนิด
มีโรคประจำตัวทำศัลยกรรมได้ไหม?
การมีโรคประจำตัวสามารถทำศัลยกรรมได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ชำนาญการ โรคอยู่ในระยะสงบ ไม่เสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงขึ้นกับคนไข้ทั้งขณะทำและหลังทำ เช่น แผลหายช้า การติดเชื้อ ฯลฯ คนไข้มีการควบคุมโรคให้เป็นไปตามเกณฑ์ปกติ ที่สำคัญต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติโรค ยาที่ต้องทานประจำ และการแพ้ยาของตนเองให้ชัดเจน ทั้งนี้ โรคที่แพทย์มักมีการระวังมาก ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับระบบเลือด และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (SLE) ค่ะ
โรคประจำตัวคืออะไร?
โรคประจำตัว คือ โรคเรื้อรังที่ติดตัวอยู่กับผู้ป่วย หรือทำให้บุคคลดังกล่าวมีอาการป่วยเรื้อรัง ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แพทย์ต้องติดตามอาการต่อเนื่อง ผู้ป่วยต้องทานยา หรือเข้ารับการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น กรรมพันธุ์ พฤติกรรมการใช้ชีวิต สิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ ค่ะ
โรคที่ห้ามทำศัลยกรรมมีโรคอะไรบ้าง?
นี่คือ 10 โรคที่ห้ามทำศัลยกรรมที่นำมาให้เช็กลิสต์ ใครมีอาการป่วยเรื้อรังจากโรคเหล่านี้ต้องปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดเพื่อลดความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นค่ะ
1. โรคไทรอยด์
เกิดจากการผลิตฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ โดยอาจผลิตมากเกินไปส่งผลให้เกิดไทรอยด์เป็นพิษ หรือผลิตน้อยเกินไป จึงเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) ซึ่งทั้ง 2 อาการล้วนส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ แพทย์จะประเมินระดับฮอร์โมน TSH ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (0.4–4.0 mU/L) ก่อนอนุญาตให้ทำศัลยกรรม หากยังควบคุมระดับฮอร์โมนไม่ได้ แพทย์จะไม่อนุญาตให้ทำเด็ดขาด และแม้อาการสงบแล้วก็ยังต้องประเมินอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจค่ะ
2. โรคไวรัสตับอักเสบ
โรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง โดยเฉพาะชนิด B และ C เนื่องจากตับเกิดการติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะตับวาย ระดับการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ หรือความเสี่ยงต่อการติดเชื้อขณะผ่าตัด แพทย์จึงต้องตรวจประเมินค่าการทำงานของตับ (Liver Function Test) และมั่นใจว่าโรคอยู่ในระยะสงบก่อนอนุญาตให้ทำศัลยกรรมค่ะ
3. โรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูงไม่เชิงเป็นโรคที่ห้ามทำศัลยกรรมเสียทีเดียวนะคะ หากคนไข้สามารถควบคุมระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ ต่ำกว่า 140/90 mmHg ได้ และมีการทานยาสม่ำเสมอ แต่ถ้ามีการวัดความดันก่อนทำศัลยกรรมแล้วระดับความดันสูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าวแพทย์จะไม่อนุญาตให้ทำทันที ป้องกันการเสียเลือดมาก และอาการช็อก หรือผลข้างเคียงอื่น ๆ เกี่ยวกับหลอดเลือด ภาวะแทรกซ้อน ฯลฯ
4. โรคเบาหวาน
เป็นอีกโรคที่ไม่ได้ถึงกับห้ามทำศัลยกรรมแต่ผู้ป่วยต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกตินั่นคือ ต่ำกว่า 126 mg/dL และน้ำตาลในเลือดสะสม (HbA1c) ต่ำกว่า 7% เพื่อลดความเสี่ยงภาวะแผลหายช้า แผลติดเชื้อ เลือดเป็นกรด ซึ่งแพทย์จะตรวจเช็กอย่างละเอียดก่อนทำค่ะ
5. โรคหัวใจหรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ ศัลยแพทย์ต้องประเมินร่วมกับอายุรแพทย์หัวใจอย่างละเอียดในเรื่องสุขภาพและสภาวะของโรคก่อนการทำศัลยกรรม ป้องกันความเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งหัวใจวายเฉียบพลัน ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หัวใจเต้นผิดจังหวะเฉียบพลัน ฯลฯ โดยคนไข้ต้องแจ้งข้อมูลทั้งประวัติโรค ยาที่ทานประจำโดยเฉพาะกลุ่มยาละลายลิ่มเลือดให้ครบถ้วน
6. โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจขั้นรุนแรง
นี่คืออีกกลุ่มโรคที่ห้ามทำศัลยกรรม ประกอบไปด้วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (ถุงลมโป่งพอง) โรคปอดอักเสบ (ปอดบวม) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคหอบหืดชนิดรุนแรง เพราะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะการหายใจล้มเหลวขณะทำศัลยกรรม หรือผลข้างเคียงเมื่อต้องดมยาสลบ ขณะที่ผู้ป่วยติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน ผู้ป่วยภูมิแพ้ แพทย์จะประเมินสุขภาพอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจค่ะ
7. ภาวะเลือดออกง่าย หรือโรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด
เช่น ฮีโมฟีเลีย (Hemophilia) หรือโรคเลือดออกง่าย ผู้ที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน มีเกล็ดเลือดต่ำ รวมถึงกลุ่มโรคที่ต้องทานยาละลายลิ่มเลือด เพราะทุกการผ่าตัดและการศัลยกรรมย่อมมีการเสียเลือดจึงอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงต่าง ๆ เช่น เลือดออกมากเกินไป ภาวะเลือดคั่ง ผู้ป่วยต้องมีการแจ้งประวัติโรคและการทานยากับแพทย์ค่ะ
8. โรคไตเรื้อรัง
ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าคนทั่วไปเมื่อต้องผ่าตัดหรือทำศัลยกรรม เช่น การติดเชื้อ ภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ หรือผลกระทบจากการใช้ยาขณะผ่าตัด ซึ่งศัลยแพทย์จะประเมินความเสี่ยงร่วมกับอายุรแพทย์โรคไตว่าผู้ป่วยมีระยะโรคสงบและไม่เสี่ยงต่ออาการแทรกซ้อนก่อนทำค่ะ
9. โรคจิตเวชที่ไม่สามารถควบคุมได้
อีกโรคที่ห้ามทำศัลยกรรม คือ กลุ่มโรคจิตเวชที่คุมตนเองไม่ได้ เช่น โรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง โรคไบโพลาร์ (อารมณ์สองขั้ว) รวมถึงโรคเสพติดการทำศัลยกรรม (Body Dysmorphic Disorder) เพราะคนกลุ่มนี้มีโอกาสดูแลตนเองได้ไม่ดีพอหลังทำศัลยกรรม รวมถึงสภาพจิตใจอาจย่ำแย่ลงจนเกิดผลข้างเคียงได้ง่าย ดังนั้นแพทย์จะประเมินตามความเหมาะสมของแต่ละรายค่ะ
10. คุณแม่ตั้งครรภ์
เป็นข้อห้ามที่แพทย์จะไม่อนุญาตให้ทำศัลยกรรมเด็ดขาดค่ะ เพราะทุกการทำศัลยกรรมต้องมีการเพิ่มสารบางชนิดเข้าสู่ร่างกาย เช่น ยาสลบ ยาระงับการปวด ยาชา ไปจนถึงโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ วิตามินดริป และกลุ่มพลังงานความร้อนต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อลูกในครรภ์โดยตรง
มีโรคประจำตัวแต่อยากทำศัลยกรรมทำอย่างไร?
จริง ๆ แล้วการมีโรคประจำตัวไม่ใช่ข้อเสียของการทำศัลยกรรม และสามารถทำศัลยกรรมได้หากคนไข้ดูแลโรคของตนเองให้อยู่ในระยะสงบ ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ประจำตัวและแพทย์ที่ให้คำปรึกษาด้านการทำศัลยกรรมอย่างเคร่งครัด รวมถึงแจ้งรายละเอียดต่าง ๆ ของโรค ได้แก่ ประวัติโรค ยาที่ทาน วิธีรักษาที่ใช้ และอื่น ๆ ให้ครบถ้วน ชัดเจนค่ะ
อายุเท่าไหร่ถึงเริ่มทำศัลยกรรมได้?
ช่วงอายุที่เหมาะสมกับการเริ่มทำศัลยกรรมสามารถทำได้ตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เพราะร่างกายมีการเติบโตเต็มที่ทั้งเนื้อเยื่อ กระดูก เซลล์ต่าง ๆ (หากอายุระหว่าง 18-20 ปี ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง) ยกเว้นกรณีต้องทำศัลยกรรมเนื่องจากความผิดปกติของร่างกายหรือเกิดอุบัติเหตุก่อนอายุครบ 18 ปี แพทย์ผู้รักษาจะประเมินตามความเหมาะสมค่ะ
สรุปบทความ
โรคที่ห้ามทำศัลยกรรมส่วนมากมักจัดอยู่ในกลุ่มโรคที่เสี่ยงต่อผลข้างเคียงทั้งขณะทำและหลังทำกับคนไข้ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคเกี่ยวกับเลือด โรคหัวใจ โรคไตเรื้อรัง ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ แล้วโรคเหล่านี้ไม่ได้ถึงกับห้ามทำเสียทีเดียวแต่คนไข้ต้องอยู่ในระยะโรคสงบ และมีการปรึกษากับแพทย์ประจำตัวร่วมกับแพทย์ที่ทำศัลยกรรมอย่างใกล้ชิด
ที่ BEAMS Plastic Surgery เรายินดีให้คำปรึกษา และดูแลทุกเคสอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ชำนาญการ หากมีข้อสงสัยหรือสนใจสอบถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อเราได้ผ่าน Line Official : @beamss หรือ คลิกเพื่อติดต่อกับแพทย์ของเรา
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
โรคอะไรบ้างที่ไม่ควรเสริมจมูก?
ผู้มีโรคประจำตัวหรือป่วยบางโรค เช่น โรคไทรอยด์ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคเกี่ยวกับเลือด โรคไตเรื้อรัง และโรคอื่น ๆ ซึ่งยังไม่ได้อยู่ในระยะสงบตามการประเมินของแพทย์
โรคหัวใจทำศัลยกรรมได้ไหม?
สามารถทำศัลยกรรมได้ค่ะ แต่ต้องอยู่ภายใต้การประเมินของศัลยแพทย์ร่วมกับอายุรแพทย์หัวใจ โดยอาการของโรคต้องอยู่ในระยะสงบ คนไข้ควบคุมโรคได้ดี
มีโรคประจำตัว เสริมจมูกได้ไหม?
แม้มีโรคประจำตัวก็สามารถเสริมจมูกได้ แต่อาการของโรคต้องอยู่ในระยะสงบ คนไข้ควบคุมโรคได้ดี และได้รับการประเมินจากแพทย์ชำนาญการ
โรคทางศัลยกรรม มีอะไรบ้าง?
โรคที่ร่างกายต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัดหรือทำศัลยกรรม เช่น อุบัติเหตุ กระดูกหัก เนื้องอกชนิดต่าง ๆ โรคมะเร็ง นิ่วในถุงน้ำดี ไส้ติ่งอักเสบ โรคริดสีดวงทวาร เป็นต้น
โรคทางศัลยกรรมชาย คืออะไร?
โรคที่มักเกิดการเจ็บป่วยในเพศชายและต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัดหรือทำศัลยกรรม เช่น โรคไส้เลื่อน โรคต่อมลูกหมากโต หนังหุ้มปลายอักเสบ การขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ เป็นต้น
เป็นไทรอยด์ทำศัลยกรรมได้ไหม?
สามารถทำศัลยกรรมได้ภายใต้การประเมินของศัลยแพทย์ชำนาญการ และอาการของโรคต้องอยู่ในระยะสงบ คนไข้ควบคุมโรคได้ดี