
การดึงหน้าถือเป็นหัตถการยอดนิยมสำหรับคนที่อายุมากขึ้นแล้วเริ่มสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นร่องแก้มลึก ร่องน้ำหมาก รอยย่นหางตา ริ้วรอยตามจุดต่าง ๆ ฯลฯ ซึ่งเทคนิคที่แพทย์จะเลือกใช้ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม เช่นการทำ Ulthera ร้อยไหม โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือ ส่องกล้องดึงหน้า เป็นต้น อย่างไรก็ตามหนึ่งในหัตถการที่อยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักกันมากขึ้นคือการดึงหน้าเฉพาะส่วน อย่าง Mini Facelift นอกจากช่วยทำให้หน้าเด็กลงแล้วยังมีขนาดแผลเล็กมาก ทำให้ใช้เวลาพักฟื้นน้อย แถมเห็นผลชัดเจนด้วยค่ะ
Key Takeaways
- เทคนิค Mini Facelift เป็นการดึงหน้าแบบแผลเล็กบริเวณไรผม เน้นยกกระชับเฉพาะจุดตั้งแต่บริเวณส่วนบน ส่วนกลางและส่วนล่างของใบหน้า เช่น โหนกแก้มบน หางตา ร่องแก้ม แนวกราม อยู่ได้นาน
- เหมาะกับผู้ที่มีอายุระหว่าง 35 – 50 ปี ทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่เริ่มสังเกตเห็นริ้วรอยหรือความหย่อนคล้อยบริเวณใบหน้าในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- Mini Facelift สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ ฉีดโบท็อกซ์ ทำเลเซอร์ดูแลผิว ทำ Necklift (ผ่าตัดดึงคอ) ฉีดไขมันตัวเองเพิ่มความอิ่มฟู การผ่าตัดหนังตาบนและถุงใต้ตา
Mini Facelift คืออะไร

Mini Facelift คือ ศัลยกรรมดึงหน้ายกกระชับเฉพาะจุด ที่สามารถเลือกยกกระชับได้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ใบหน้าส่วนบน ใบหน้าส่วนกลาง และใบหน้าส่วนล่าง ซึ่งจะยกและปรับชั้นกล้ามเนื้อของชั้น SMAS โดยแพทย์จะมีการเปิดแผลขนาดเล็กเหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยระดับน้อย-ปานกลาง หรือผู้ที่เริ่มมีอายุ
ข้อดีและข้อจำกัดของ Mini Facelift
สำหรับคนที่สนใจดึงหน้าแบบ Mini Facelift ลองมาศึกษาเกี่ยวกับข้อดีและข้อจำกัดเพื่อช่วยให้การตัดสินใจเป็นเรื่องง่ายขึ้นค่ะ
ข้อดีของ Mini Facelift
- เป็นแผลผ่าตัดขนาดเล็กมาก จึงซ่อนรอยเย็บของแผลได้ดี เมื่อหายเป็นปกติใบหน้าของคุณจะเต่งตึง เรียบเนียน แลดูอ่อนกว่าวัยอย่างเป็นธรรมชาติ แทบมองไม่เห็นรอยแผลใด ๆ
- อาการบวมช้ำน้อยมาก ใช้ระยะเวลาพักฟื้นเพียงแค่ 7-14 วัน ก็สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้
- ความเสี่ยงน้อยมากเมื่อเทียบกับหัตถการผ่าตัดดึงหน้าประเภทอื่น ๆ ลดโอกาสเกิดการแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงรุนแรงขณะผ่าตัดและรักษาตัว
ข้อจำกัดของ Mini Facelift
- Mini Facelift เหมาะกับผู้มีปัญหาหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หากหย่อนคล้อยมากเกินไปผลลัพธ์อาจไม่เป็นไปตามความคาดหวังค่ะ
- สามารถทำได้เฉพาะจุด ตั้งแต่บริเวณใบหน้าบน ส่วนกลางและส่วนล่าง เช่น โหนกแก้มบน หางตา ร่องแก้ม แนวกราม
- ผลลัพธ์ไม่ถาวร อยู่ได้ 5-10 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลของแต่ละบุคคลและอาจจะต้องทำร่วมกับหัตถการอื่น เช่น ฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ เพื่อให้เห็นผลดีทุกจุดบริเวณใบหน้า
Mini Facelift เหมาะกับใคร
ปกติแล้วการทำ Mini Facelift จะตอบโจทย์ผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ซึ่งหลายคนยังไม่เห็นภาพว่าต้องหย่อนคล้อย เหี่ยวย่นขนาดไหน ลองมาเช็กพร้อมกันว่าใครบ้างที่เหมาะกับการทำหัตถการประเภทนี้
- ผู้ที่มีอายุระหว่าง 35 – 50 ปี เริ่มสังเกตเห็นริ้วรอยหรือความหย่อนคล้อยบริเวณใบหน้า
- สังเกตเห็นแก้มเริ่มหย่อนคล้อย มีร่องบาง ๆ เกิดขึ้น กรอบหน้าไม่ชัด แนวกรามเหี่ยว หรือเริ่มสังเกตเห็นร่องน้ำหมากค่ะ
- ลักษณะผิวยังมีความยืดหยุ่น มีน้ำมีนวล เต่งตึงอยู่บ้าง เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดูดีอย่างเป็นธรรมชาติ
- มีช่วงระยะเวลาพักฟื้นไม่เยอะมาก
- เคยลองทำหัตถการประเภทอื่นแล้วแต่ผลที่เกิดขึ้นยังไม่ตรงกับสิ่งที่คาดหวังาดหวัง
ดึงหน้าแบบ Mini Facelift กับ ดึงหน้า Full Facelift ต่างกันอย่างไร

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Facelift คือ หัตถการดึงหน้า แต่ยังแยกย่อยตามเทคนิคได้หลายรูปแบบ อย่างไรก็ตามเทคนิคที่ใกล้เคียงกันอย่างการดึงหน้าแบบ Mini Facelift กับ การดึงหน้าแบบ Full Facelift ก็มีความแตกต่างในระดับหนึ่งค่ะ
เทคนิค Mini Facelift เป็นศัลยกรรมดึงหน้าที่ออกแบบมาเพื่อยกกระชับเฉพาะจุด ในระดับชั้น SMAS โดยมีแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ส่วนด้วยกัน ตั้งแต่บริเวณใบหน้าส่วนบน ใบหน้าส่วนกลางและใบหน้าส่วนล่างเช่น โหนกแก้มบน หางตา ร่องแก้ม แนวกราม แผลเล็ก พักฟื้นแค่ 7-14 วัน อยู่ได้นาน 5-10 ปี เหมาะกับผู้มีปัญหาหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง
ส่วนเทคนิค Full Facelift เป็นการดึงหน้าสามารถทำได้ทุกส่วนบนใบหน้า เป็นการดึงในระดับผิวชั้นลึก (SMAS) แต่มีขนาดแผลที่ยาวกว่า ระยะเวลาพักฟื้น 7-14 วัน แต่อยู่ได้ยาวนานถึง 10 ปี เหมาะกับผู้มีผิวหย่อนคล้อยระดับมาก มีผิวหนังส่วนเกินที่ต้องตัดออก โดยเฉพาะคนอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่เคยยุบโหนก ตัดกรามมาแล้วหน้าหย่อนคล้อยต้องการแก้ไขค่ะ
Mini Facelift ทำร่วมกับหัตถการอื่นได้หรือไม่
การทำ Mini Facelift สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ ซึ่งหัตถการที่นิยมทำร่วมกับการดึงหน้าแบบ Mini Facelift มีทั้งการฉีดฟิลเลอร์เติมเต็ม ฉีดโบท็อกซ์คลายกล้ามเนื้อ การทำเลเซอร์ดูแลผิว การทำ Necklift (ผ่าตัดดึงคอ) การฉีดไขมันตัวเองเพิ่มความอิ่มฟู การผ่าตัดหนังตาบนและตัดถุงใต้ตา เป็นต้น
ขั้นตอนการผ่าตัด Mini Facelift
การผ่าตัด Mini Facelift เป็นอีกเทคนิคที่ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์เฉพาะทาง รวมถึงเลือกคลินิกทำ Mini Facelift ให้เหมาะสม ซึ่งการศึกษาขั้นตอนการผ่าตัดหัตถการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความมั่นใจก่อนทำได้มากขึ้น
- ออกแบบแนวทางผ่าตัดโดยวาดแนวเส้นที่จะทำหัตถการลงบนใบหน้า
- ให้ยาชาเฉพาะจุดร่วมกับยาสลบลดการรู้สึกตัวและอาการเจ็บขณะผ่าตัด
- เปิดแผลผ่าตัดตามแนวที่ออกแบบไว้ เช่น บริเวณไรผม
- ทำการเลาะใต้ชั้นผิวหนังเพื่อแยกผิวออกจากเนื้อเยื่อ ดึงกระชับจุดที่ต้องการให้อยู่ตามตำแหน่งเหมาะสม เช่น แก้มบน หางตา ร่องแก้ม แนวกราม
- จัดผิวหนังกลับเข้าไปยังจุดเดิม และตัดผิวส่วนที่หย่อนคล้อยออกเพื่อสร้างความเป็นธรรมชาติ
- เย็บปิดแผลโดยการซ่อนแผลและทำให้รอยแผลเล็กที่สุด
การเตรียมตัวก่อนทำ Mini Facelift
หากแพทย์ประเมินแล้วว่าต้องทำการดึงหน้าแบบ Mini Facelift ต้องมีการเตรียมตนเองให้พร้อมเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดผลข้างเคียงและช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาดีค่ะ
- กรณีใช้ยาสลบ ต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชม. ก่อนผ่าตัด
- แจ้งโรคประจำตัว ยารักษาโรคประจำตัว หรือยาที่ทานประจำให้แพทย์ทราบ
- งดการทานอาหารเสริมกลุ่มวิตามินรวม น้ำมันตับปลา งดทานยากลุ่ม NSAIDS กลุ่มยาอักเสบ หรือยารักษาด้านการแข็งตัวของเลือดกลุ่ม ASA
- งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์
- พักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง / วัน โดยเฉพาะคืนก่อนทำหัตถการ
- ดื่มน้ำเยอะ ๆ เฉลี่ย 1.5-2 ลิตร / วัน อย่างน้อย 3 วัน ก่อนทำหัตถการ
- วางแผนการหยุดงานล่วงหน้าอย่างน้อย 3-7 วัน หลังการทำหัตถการ
การดูแลตัวเองหลังทำ Mini Facelift
หลังจากทำ Mini Facelift เรียบร้อย นี่คือสิ่งที่คนไข้ต้องรู้เพื่อดูแลตนเอง สร้างผลลัพธ์ที่ตรงกับความคาดหวัง และยังไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่นตามมาด้วยค่ะ
- ใช้การประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการบวม ช้ำ เช่น เจลความเย็น
- นอนหมอนให้ศีรษะสูงกว่าหัวใจ ช่วยลดอาการบวม ช้ำ และรู้สึกเจ็บน้อยลง
- งดการทำกิจกรรมหนักหรือต้องสัมผัสกับความร้อนทุกประเภทในช่วง 7 วันแรก หลังจากนั้นเริ่มออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การเดินได้
- ไม่ก้มหยิบของ หรือทำท่าทางที่ศีรษะอยู่ต่ำเพื่อลดระดับความดันโลหิตบนใบหน้า
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ดื่มคาเฟอีน ป้องกันอาการบวมหรือช้ำรุนแรง
- ติดตามนัดกับแพทย์ที่ดูแลตามกำหนด
- หากมีความผิดปกติใด ๆ ต้องรีบแจ้งคลินิกหรือโรงพยาบาลทันที
สรุปบทความ
การทำ Mini Facelift ถือเป็นเทคนิคการดึงหน้ารูปแบบหนึ่งที่นิยมสำหรับผู้มีปัญหาความหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณช่วงกลางหรือช่วงล่างของใบหน้า โดยแพทย์จะใช้เทคนิคเปิดแผลขนาดเล็กเพื่อดึงผิวและตัดผิวส่วนที่หย่อนคล้อยออก ไม่อันตราย พักฟื้นระยะสั้น เห็นผลลัพธ์ยาวนาน 5-10 ปี ซึ่งใครวางแผนที่จะทำหัตถการประเภทนี้ ทาง BEAMS Plastic Surgery พร้อมดูแลคุณโดยแพทย์เฉพาะทางด้านตกแต่งใบหน้า หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถคลิก Line Official : @beamss หรือ คลิกเพื่อติดต่อแพทย์ของเราทันที
คำถามที่พบบ่อย
Mini Facelift เหมาะกับผู้ชายไหม?
การทำ Mini Facelift เหมาะกับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย หากคุณเริ่มอายุมากขึ้น และสังเกตเห็นความหย่อนคล้อยของผิว
Mini Facelift ราคาเท่าไหร่?
การทำ Mini Facelift ราคาจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น บริเวณที่ทำ คลินิกที่เลือก ชื่อเสียงของแพทย์ หรือการจัดโปรโมชันในช่วงนั้น ๆ
Mini Facelift อยู่ได้นานแค่ไหน?
หลังดึงหน้าแบบ Mini Facelift แล้ว สามารถอยู่ได้นาน 5-10 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลใบหน้าของตนเอง
ผลข้างเคียงหลังทำ Mini Facelift มีอะไรบ้าง?
หลังผ่าตัดมักมีอาการบวม ช้ำ สามารถประคบเย็นได้ รู้สึกเจ็บแผลเมื่อยาชาหมดฤทธิ์ ยกเว้นหากมีเลือดออกมาก เจ็บมากกว่าปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที
Mini Facelift ทำแล้วเจ็บไหม?
การทำหัตถการประเภทผ่าตัดแบบนี้มักรู้สึกเจ็บหลังทำเสร็จตอนที่ยาชา ยาสลบหมดฤทธิ์ แต่อาการดังกล่าวจะค่อย ๆ หายไป