กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง หนังตาตก คืออะไร เช็กสาเหตุและวิธีรักษา

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เป็นภาวะที่ทำให้เปลือกตาตก ตาปรือ ดูเหมือนง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา และในบางรายอาจบดบังการมองเห็นได้ ลักษณะอาการอาจใกล้เคียงกับปัญหาอย่างหนังตาตก คิ้วตก หรือตาปรือ จึงควรหาสาเหตุให้ชัดเจน

บทความนี้ หมอบีม Facial Expert จะพาไปทำความรู้จักอาการ สาเหตุ และแนวทางการรักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เหมาะสมค่ะ

Key Takeaway

  • กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis) คือภาวะที่เปลือกตาบนตกลงมาต่ำกว่าตำแหน่งปกติ ซึ่งพบได้ในทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ
  • กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง มีลักษณะอาการอาจใกล้เคียงกับภาวะหนังตาตก คิ้วตก หรือ ตาปรือจึงควรแยกสาเหตุให้ชัดเจนก่อนรับการรักษา
  • 4 สาเหตุหลักการเกิดภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม โรคระบบประสาท พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน และการศัลยกรรมตาสองชั้น
  • กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงต่างจากตาตกทั่วไป คือ กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจากภาวะที่กล้ามเนื้อยกเปลือกตาทำงานได้ไม่เต็มที่ ในขณะที่ตาตกทั่วไปเกิดจากผิวหนังและเนื้อเยื่อรอบดวงตาหย่อนคล้อย
  • หากเป็นภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง แล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็น สุขภาพดวงตา และการใช้ชีวิตประจำวันได้

เลือกอ่านหัวข้อที่น่าสนใจ

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงคืออะไร

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (Ptosis) คือภาวะที่เปลือกตาบนตกลงมาต่ำกว่าตำแหน่งปกติ ตำแหน่งปกติโดยกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็พบได้ และเกิดได้ในทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ

โดยกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่ใช้ในการยกเปลือกตา (Levator Palpebrae Superioris muscle) หรือเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อมัดนี้ทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้เปลือกตาไม่สามารถเปิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ขอบเปลือกตาบนบางส่วนหรือทั้งหมด รวมถึงอาจกระทบต่อการมองเห็นและบุคลิกภาพได้ 

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงต่างจากตาตกทั่วไปอย่างไร?

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง คือภาวะที่กล้ามเนื้อยกเปลือกตาทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้เกิด อาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เช่น ตาปรือหรือเปลือกตาตก ตาอ่อนแรง ขณะที่ตาตกทั่วไปอาจเกิดจากผิวหนังและเนื้อเยื่อรอบดวงตาหย่อนคล้อย ซึ่งมีสาเหตุและวิธีรักษาแตกต่างกัน จึงแนะนำตรวจหาสาเหตุก่อนรักษาค่ะ

สาเหตุของอาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

4 สาเหตุหลักกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเกิดจากอะไร เมื่อเราทำความเข้าใจถึงต้นตอของปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแล้ว จะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาหรือแก้กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงได้อย่างเหมาะสม โดยแบ่งออกได้ ดังนี้ค่ะ

ปัจจัยทางพันธุกรรม

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแต่กำเนิด (Congenital Ptosis) เป็นผลมาจากพัฒนาการที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อยกเปลือกตาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม หากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นภาวะนี้ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกับบุตรหลานได้

โรคระบบประสาท

โรคบางชนิดที่ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เช่น โรค Myasthenia Gravis (โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ที่มีอาการชนิดร้าย) หรือความผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 3 (Oculomotor nerve palsy) ซึ่งควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อยกเปลือกตา อาจเป็นสาเหตุของภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงที่เกิดขึ้นภายหลังได้

พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันและปัจจัยอื่น ๆ

โรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ที่เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น และมักเป็นสาเหตุที่พบบ่อย ทำให้กล้ามเนื้อยกเปลือกตาหย่อนคล้อยหรือยืดออก นอกจากนี้การใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน การขยี้ตาบ่อย ๆ การเกิดอุบัติเหตุบริเวณดวงตา หรือการผ่าตัดตาบางชนิด ก็อาจส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงตามมาได้เช่นกัน

การศัลยกรรมตาสองชั้น

การทำตาสองชั้นอาจทำให้เกิดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงภายหลังการผ่าตัดได้ในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อการผ่าตัดกระทบต่อกล้ามเนื้อที่ช่วยยกเปลือกตา หากเกิดความเสียหาย อาจทำให้มีอาการเปลือกตาตกหรือตาปรือ ซึ่งลักษณะคล้ายกับตาสองชั้นหลบใน หรือตาไม่เท่ากัน นอกจากนี้เทคนิคการผ่าตัดที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบดวงตา จึงควรเลือกแพทย์ที่มีความชำนาญและประเมินโครงสร้างดวงตาอย่างละเอียดก่อนผ่าตัด

อาการและสัญญาณเตือนที่ควรสังเกต

อาการของกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง การสังเกตสัญญาณเตือนตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เข้ารับการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที

อาการแสดงในระยะเริ่มต้น

  • เปลือกตาตกลงมาเล็กน้อย อาจสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างตา 2 ข้างได้ไม่ชัดเจน
  • รู้สึกหนัก ๆ ที่เปลือกตา หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรมาบดบังการมองเห็นด้านบน
  • ต้องพยายามเลิกคิ้ว หรือเงยหน้าขึ้นเพื่อช่วยในการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น
  • ตาดูปรือ เหมือนคนง่วงนอนตลอดเวลา แม้จะพักผ่อนเพียงพอ
  • อาจมีอาการตาล้าได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้สายตาเป็นเวลานาน

อาการที่บ่งบอกถึงความรุนแรง

  • เปลือกตาตกลงมามากจนบดบังรูม่านตาอย่างชัดเจน ทำให้การมองเห็นลดลง
  • ต้องเงยหน้าหรือใช้การเลิกคิ้วช่วยมองตลอดเวลา จนอาจมีอาการปวดศีรษะหรือปวดต้นคอร่วมด้วย
  • เห็นภาพซ้อน (ในบางกรณีที่เกี่ยวข้องกับโรคทางระบบประสาท)
  • ความสูงของเปลือกตาสองข้างแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
  • ในเด็กเล็ก หากเป็นรุนแรงและไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะตาขี้เกียจ (Amblyopia) ได้ เนื่องจากสมองไม่ได้รับการกระตุ้นการมองเห็นจากตาข้างนั้นอย่างเหมาะสม

ผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิต หากไม่รักษาภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

หลายคนอาจสงสัยว่า กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงอันตรายไหม หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็น สุขภาพดวงตา และการใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยมีผลกระทบที่ควรระวัง 7 ข้อ ดังนี้ค่ะ

  • เสี่ยงต่อภาวะตาขี้เกียจในเด็ก หากปล่อยให้เปลือกตาบดบังการมองเห็นเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อพัฒนาการของการมองเห็น
  • บดบังการมองเห็น หากเปลือกตาตกลงมามาก อาจรบกวนการมองเห็น โดยเฉพาะบริเวณด้านบนและด้านข้าง
  • ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ต้องเงยหน้าหรือเลิกคิ้วเพื่อช่วยให้มองเห็นชัดขึ้น อาจทำให้เกิดความเมื่อยล้าบริเวณหน้าผากและรอบดวงตา
  • ดวงตาดูไม่เท่ากันหรือตาปรือ ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าหรือคล้ายง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา
  • กระทบความมั่นใจและบุคลิกภาพ โดยเฉพาะเมื่ออาการเห็นได้ชัดเจน 
  • อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นตามสาเหตุ หากพบความผิดปกติของการมองเห็นหรืออาการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
  • อาจเป็นสัญญาณของโรคทางระบบประสาท ในบางกรณีกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบประสาท จึงควรตรวจหาสาเหตุ

การวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

การวินิจฉัยที่แม่นยำเป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนการรักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด ร่วมกับการตรวจร่างกาย เพื่อหาสาเหตุและประเมินความรุนแรง

การตรวจร่างกายเบื้องต้น

แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติเกี่ยวกับอาการ ระยะเวลาที่เป็น ประวัติการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุบริเวณดวงตา ประวัติครอบครัว และการใช้ยาต่าง ๆจากนั้นจะวัดระยะจากจุดสะท้อนแสงกลางกระจกตาถึงขอบเปลือกตาบน (Marginal Reflex Distance 1 หรือ MRD1) เพื่อประเมินว่าเปลือกตาตกลงมามากน้อยเพียงใดค่ะ เพื่อดูว่าขอบเปลือกตาบนอยู่ต่ำกว่ากึ่งกลางรูม่านตามากน้อยเพียงใด 

และตรวจวัดการทำงานของกล้ามเนื้อยกเปลือกตา (Levator Function) โดยให้มองลงล่างสุดแล้วมองขึ้นบนสุด เพื่อดูระยะการเคลื่อนที่ของเปลือกตา นอกจากนี้ยังอาจตรวจการมองเห็นการเคลื่อนไหวของลูกตา และลักษณะของรูม่านตาด้วย

การตรวจพิเศษทางการแพทย์

ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด หรือเพื่อแยกโรคอื่นๆ ที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน เช่น

  • การตรวจเลือด เพื่อตรวจหาแอนติบอดีที่เกี่ยวข้องกับโรค Myasthenia Gravis
  • การตรวจทางระบบประสาท หากสงสัยว่ามีสาเหตุมาจากความผิดปกติของเส้นประสาท
  • การทดสอบด้วยยา Tensilon (Edrophonium test) เพื่อช่วยวินิจฉัยโรค Myasthenia Gravis โดยยาจะช่วยให้อาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงดีขึ้นชั่วคราว
  • การตรวจภาพถ่ายทางรังสี (CT scan หรือ MRI) หากสงสัยว่ามีเนื้องอกหรือความผิดปกติทางโครงสร้างอื่นๆ บริเวณเบ้าตาหรือสมอง
การรักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

แนวทางการรักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

เมื่อทราบสาเหตุและความรุนแรงของภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงแล้ว แพทย์จะพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งมีตั้งแต่การสังเกตอาการไปจนถึงการผ่าตัดแก้ไข

การสังเกตอาการ (Observation) 

ในกรณีที่อาการเป็นน้อยมาก ไม่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นหรือบุคลิกภาพอย่างชัดเจน แพทย์อาจแนะนำให้สังเกตอาการไปก่อน และนัดตรวจติดตามเป็นระยะ

การรักษาด้วยยา 

หากสาเหตุเกิดจากโรคบางชนิด เช่น Myasthenia Gravis การใช้ยาเพื่อควบคุมโรคประจำตัวนั้นๆ อาจช่วยให้อาการกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงดีขึ้นได้ นอกจากนี้ อาจมียาหยอดตาชนิดพิเศษ (Oxymetazoline ophthalmic solution) ที่ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อ Müller ให้หดตัว ทำให้เปลือกตายกขึ้นได้ชั่วคราว แต่ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทยและเหมาะกับบางกรณีเท่านั้น

การผ่าตัดแก้ไข (Surgical Correction) 

เป็นวิธีการรักษาหลักและได้ผลสำหรับภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง โดยมีเทคนิคการผ่าตัดหลายวิธี ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและการทำงานของกล้ามเนื้อยกเปลือกตาที่เหลืออยู่

1. การผ่าตัดร่นหรือเลื่อนกล้ามเนื้อยกเปลือกตา (Levator Resection/Advancement)

เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่กล้ามเนื้อยกเปลือกตายังทำงานได้ในระดับปานกลางถึงดี ศัลยแพทย์จะทำการผ่าตัดเข้าไปเพื่อปรับร่น หรือทำให้กล้ามเนื้อตึงขึ้น เพื่อให้สามารถยกเปลือกตาได้สูงขึ้นสู่ตำแหน่งปกติ การผ่าตัดนี้สามารถทำร่วมกับการทำตาสองชั้น (Double Eyelid Surgery) เพื่อความสวยงามไปพร้อมกันได้

2. การผ่าตัดดึงเปลือกตาด้วยกล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis Sling Suspension)

เหมาะสำหรับกรณีที่กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงรุนแรงมาก หรือกล้ามเนื้อยกเปลือกตาทำงานได้น้อยมาก ศัลยแพทย์จะใช้วัสดุสังเคราะห์ เช่น ซิลิโคน หรือเนื้อเยื่อของผู้ป่วยเอง เช่นพังผืดต้นขา (Fascia Lata) ทำเป็นแถบเชื่อมระหว่างเปลือกตากับกล้ามเนื้อบริเวณหน้าผาก (Frontalis muscle) เพื่อให้สามารถใช้การเลิกคิ้วช่วยในการลืมตาได้

3. การผ่าตัดแก้ไขร่วมกับการยกคิ้วหรือดึงหน้า

ในบางครั้งภาวะหนังตาตกอาจดูรุนแรงขึ้นจากภาวะคิ้วตก (Brow Ptosis) ร่วมด้วย ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ กรณีเช่นนี้ การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ศัลยแพทย์อาจพิจารณาทำการยกคิ้ว (Endo-Browlift) หรือ Sub Brow lift ซึ่งเป็นการผ่าตัดซ่อนแผลเล็กใต้คิ้ว เพื่อยกคิ้วและผิวหนังเปลือกตาส่วนเกินขึ้น 

หรือในบางรายอาจต้องใช้เทคนิคการดึงหางตา (Foxy Eye) หรือดึงหน้า (Facelift) โดยเฉพาะส่วนบนเพื่อยกกระชับผิวหนังบริเวณหน้าผากและหางตาให้ตึงขึ้น ซึ่งอาจใช้เทคนิคการยึดด้วยวัสดุ Endotine เพื่อผลลัพธ์ที่คงทนและดูเป็นธรรมชาติ เข้ากับรูปหน้า การรักษาแบบผสมผสานนี้จะช่วยแก้ปัญหาทั้งหนังตาตกและคิ้วตกไปพร้อมกัน ทำให้ตาดูโตขึ้น หน้าไม่เปลี่ยนมากแต่ดูสดใสขึ้น

วิธีป้องกันกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

วิธีป้องกันการเกิดกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

  • ใส่และถอดคอนแทกต์เลนส์อย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงการใช้สายตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน และพักสายตาเป็นระยะ
  • หลีกเลี่ยงการขยี้ตาแรง ๆ เพื่อลดการกระทบกระเทือนต่อเนื้อเยื่อรอบดวงตา
  • ป้องกันการบาดเจ็บบริเวณดวงตา โดยเฉพาะระหว่างทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระแทก
  • ดูแลโรคประจำตัวและสุขภาพโดยรวม เนื่องจากโรคบางชนิดอาจส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท
  • สังเกตความผิดปกติของดวงตา เช่น เปลือกตาตก ตาไม่เท่ากัน หรือ ตาปรือ และควรเข้ารับการตรวจหากมีอาการผิดปกติ
  • เลือกแพทย์ที่มีความชำนาญก่อนทำหัตถการรอบดวงตา เช่น การ ทำตาสองชั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการผ่าตัด
  • ตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มรู้สึกว่าการมองเห็นเปลี่ยนไป หรือมีอาการผิดปกติบริเวณดวงตา

สรุปบทความ

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่พันธุกรรม โรคภัยไข้เจ็บ ความเสื่อมตามวัย ไปจนถึงปัญหาที่ส่งผลกระทบทั้งด้านการมองเห็นและบุคลิกภาพ สามารถแก้ไขได้โดยการผ่าตัด หรือการใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ การสังเกตอาการและเข้ารับการประเมินจากแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อวางแนวทางการรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงรักษาที่ไหนดี? การรักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง ไม่ว่าจะที่โรงพยาบาลหรือคลินิก ควรเลือกสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตและทำหัตถการโดยแพทย์ค่ะ หากคุณกำลังประสบปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรง หรือปัญหาหนังตาตก คิ้วตก BEAMS Plastic Surgery โดยหมอบีม Facial Expert และทีมแพทย์พร้อมให้คำปรึกษาและประเมินปัญหารอบดวงตาอย่างละเอียดเพื่อวางแผนการดูแลอย่างเหมาะสม สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line Official: @beamss หรือ คลิกเพื่อติดต่อแพทย์ของเรา

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงหายเองได้ไหม?

การบริหารกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงยังไม่มีหลักฐานว่าช่วยยกเปลือกตาที่ตกจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหรือเอ็นได้ จึงควรตรวจหาสาเหตุกับแพทย์ก่อนค่ะ 

กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง อันตรายไหม?

ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรงส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตราย แต่กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงอาจบดบังการมองเห็น และในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับโรคของกล้ามเนื้อหรือระบบประสาท จึงควรตรวจหาสาเหตุ โดยเฉพาะหากอาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือเป็นข้างเดียว

หลังรักษากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ไหม

มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุและวิธีรักษา โดยเฉพาะหากมีโรคหรือปัจจัยที่เกี่ยวข้อง จึงควรติดตามอาการและมาตรวจตามที่แพทย์แนะนำ

ทำตาสองชั้นช่วยแก้ไขปัญหากล้ามเนื้อตาอ่อนแรงไหม

การทำตาสองชั้นไม่ได้แก้กล้ามเนื้อตาอ่อนแรงโดยตรง หากมีภาวะนี้ร่วมด้วยแพทย์จะทำการประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อยกเปลือกตาก่อน เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาแต่ละรายค่ะ

หมอบีม

บทความโดย : พญ.คุณาภรณ์ ตั้งธนะวัฒน์ (หมอบีม)

(ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ว.48073)
แพทย์ศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าเฉพาะทาง
จบแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย · ปริญญาโท ตจวิทยา มศว

เผยแพร่: 13 พ.ค. 2025

อัปเดตล่าสุด: 16 ก.ย. 2026

แชร์บทความนี้
แชร์บทความนี้

กรอกข้อมูล ให้เราติดต่อกลับ


Becoming Your Best Self

เข้าใจทุกความกังวลและปัญหาผิวพรรณของคุณ
ด้วยการรักษาที่ออกแบบเฉพาะบุคคล